การศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาตามหลักพรหมวิหาร ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษาในอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

พระครูภัทรธรรมคุณ

พุทธศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

บทคัดย่อ 

          การวิจัยเรื่อง ภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาตามหลักพรหมวิหาร ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาตามหลักพรหมวิหาร ๔ การเปรียบเทียบภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาตามหลัก พรหมวิหาร ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำแนกตามปัจจัยพื้นฐาน และเพื่อศึกษาแนวทางพัฒนา ภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาตามหลักพรหมวิหาร ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษา โดยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ(Survey Research) กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารและครูผู้สอน โรงเรียนมัธยมศึกษาจำนวน ๑๔๒ คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One.- Way ANOVA)

          ผลการวิจัยพบว่า

๑.  ผู้บริหารและครูส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ ๕๙.๒ ส่วนมากมีอายุระหว่าง ๔๖ ปีขึ้นไป ร้อยละ ๔๐.๑๐ วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ ๗๑.๘ มีตำแหน่งหน้าที่ ร้อยละ ๙๕.๑  มีประสบการณ์งานน้อยกว่า ๑๐ ปี ร้อยละ ๔๒.๓

๒. ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษา ตามหลักพรหมวิหาร ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี  โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้บริหารและครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำตามหลักพรหมวิหาร ๔ อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านมุทิตา คือ ผู้บริหารพลอยยินดีเมื่อเพื่อนร่วมงานได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นอย่างจริงใจ และแสดงความเป็นภาวะผู้นำเมื่อเพื่อนร่วมงานประสบความสำเร็จ ด้านอุเบกขา ผู้บริหารมีภาวะผู้นำ ด้านความอดทนต่อการปฏิบัติงานที่ยากและท้าทาย พร้อมยอมรับการประเมินผล ด้านเมตตา ผู้บริหารได้มอบหมายงานอื่นๆ นอกเหนือจากงานประจำให้ตรงกับความรู้ความสามารถและผู้บริหารมีความโปร่งใส ด้านกรุณา ผู้บริหารจัดสวัสดิการภายในสถานศึกษาเพื่อบรรเทาความทุกข์ เมื่ออดทนผู้ใต้บังคับบัญชา และมีระบบงานที่ไม่เบียดเบียนผู้ร่วมงาน

๓.  ข้อเสนอแนะ ๑) ด้านเมตตานั้น ผู้บริหารควรให้ความยุติธรรมเท่าเทียมกัน ในการทำงาน ช่วยเหลือด้านกำลังทรัพย์ ใช้งานให้ถูกกับบุคคลที่มีความสามารถกับงาน ๒) ด้านกรุณา ผู้บริหารควรให้การช่วยเหลือตอบแทนต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม  เสมอ เท่าเทียมกัน ผู้บริหารต้องรับทราบปัญหาของบุคลากรในโรงเรียน เพื่อให้ความช่วยเหลือ ๓) ด้านมุทิตา ผู้บริหารควรพลอยยินดีเมื่อบุคลากรมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ และมีความยุติธรรมในการบริหารงานโรงเรียน และ ๔) ด้านอุเบกขา ผู้บริหารต้องมีใจเป็นกลางในการทำงานหน้าที่ มอบหมายงานให้กับบุคคลที่มีความสามารถและเหมาะสมกับงาน

ABSTRACT

          The objectives of this research are : to study the leadership possessed by the educational administrators according to principles of the 4 Divine States of Mind, to study the comparison of the leadership possessed of the education administrators according to principles of the 4 Divine States of Mind at the Secondary School Education divided according to the basic  factors and to study  the way to develop the leadership possessed by the education administrators according to  the principle of the 4 divine States of Mind at the secondary school education with the survey research and  the exemplary groups of the administrators and the teachers at  the Secondary School Education of  the members of 142 persons. The instruments used in collecting the data are of  the types of the questionnaire and  the analyzation of the data by finding out the frequency,  the percentage, the average, the standard deviation the t-test and the One –Way ANOVA.

          The research, found that :

1. Most of the teachers are women at the percentage of 59.2.  Most of them are of the ages of  46 years upward at the percentage of 40.10. Their educations are at the levels of Bachelor Degrees at the percentage of 71.8. Their positions and duties are at the percentage of 95.1. Those who have experiences in working less than 10 year are of 42.3 %

2. The administrators and the teachers viewpoints regarding the leadership possessed by the education administrators according the Principles of the 4 Divine State of Minds at the Secondary School Education in Phatthananikom District, Lop buri Province are generally at the high levels of the average. When it is considered separately, it is found that the administrators and the teachers are of the viewpoints about the leadership according the principles of the 4 Divine States of Mind at the high levels on every side beginning from the high level to the low one. Regarding Mudita is the administrators mental higher positions and success in their occupations. Regarding Upeppho, the administrators are of the leadership in forbearance to the practice of the had and the provoking work. They are ready to receive the provocation and the estimation about the loving kindness. The administrators have given some other works in addition to the daily work snit able for their abilities and also have the bright compassion. They also set up the welfare within the education place to lessen the suffering to those who are under their commands. They also have  the working systems which do not disturb those who work together.

3. The suggestions are asfollows:- 1)  Metta (loving-Kindness). The administrators  should be of equal Justice, in working and help those who are under their commands with the money, and should command the suitable persons to work in the office.  2) Karuna (compassion). The administrators should help the undo commanders and should  know the questions and help them. The administrators must renown the problems arising in the school to give some help to the school.  3) Mudita (the sympathy in others’ welfare) The administrators should be pleased with the persons who are in progress the administrators of the school  4) Upekkha (the equanimity). The administrators must be of the neutral minds in doing their duties and handing over the work to the  able  persons  who are suitable for the work.

๑. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ปัญหาของผู้บริหารโรงเรียนที่พบมาก คือ ความไม่เด็ดขาดและไม่หนักแน่นใน              การพิจารณาตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ ความไม่เป็นกลาง รวมไปถึงความลำเอียงที่มีต่อผู้ร่วมงาน และผู้บริหารมีภาระ งานมาก จึงไม่ค่อยมีเวลาในโรงเรียนเท่าที่ควร การกระจายอำนาจการบริหารไม่ชัดเจน จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดความขัดแย้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดจากคุณธรรม จริยธรรม และภาวะผู้นำของผู้บริหารทั้งสิ้น ผลกระทบของปัญหาเหล่านี้ นอกจากจะทำให้กระบวนการบริหารภายในโรงเรียนไม่เข้มแข็ง และทำลายขวัญกำลังใจของครูในโรงเรียนแล้ว ยังส่งผลกระทบไปถึงการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน อันจะทำให้คุณภาพด้านการเรียนการสอนของโรงเรียนไม่ได้มาตรฐานอีกด้วย

จากเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว ภาวะผู้นำ ผู้บริหารการศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษานับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำต้องปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานวิชาการ ควบคุมการเรียนการสอน จัดครูเข้าสอน จัดให้มีอุปกรณ์เครื่องมือ วัสดุ นิเทศการสอน การวัดผลประเมินผล  ส่งเสริมให้มีการวิจัยในชั้นเรียน อีกทั้ง สรรหา และจัดใช้ทรัพยากรทั้งที่เป็นบุคคลและสิ่งของเพื่อปรับปรุงและพัฒนางานด้านวิชาการให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ผู้วิจัยเห็นว่า การนำหลักการบริหารเชิงพุทธโดยเฉพาะหลักพรหมวิหาร ๔ เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาภาวะผู้นำ ผู้บริหารการศึกษาตามหลักพรหมวิหาร ๔ และศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษา ตามหลักพรหมวิหาร ๔ ของผู้บริหารในโรงเรียนมัธยมศึกษา  โดยผลจากการวิจัยที่ได้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาภาวะผู้นำ ในการบริหารงานวิชาการอย่างเหมาะสม  ตลอดจนสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์โดยใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาปรับปรุงหรือพัฒนาการบริหารงานวิชาการสามารถบูรณาการกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะหลักพรหมวิหาร ๔ ในโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป

๒. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

๑. เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาตามหลักพรหมวิหาร ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

๒. เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาตามหลักพรหมวิหาร ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี จำแนกตามปัจจัยพื้นฐาน

๓. เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาตามหลักพรหมวิหาร ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

๓. วิธีดำเนินการวิจัย

          ๑. ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูล เอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย

๒. ใช้กรอบแนวคิดเป็นแนวทางในการจัดทำแบบสอบถามที่ใช้ในการวิจัย และหาคุณภาพของแบบสอบถาม โดยหาค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและนำไปหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าในการวิจัยและนำมาให้คณะกรรมการการควบคุมการวิจัย ตรวจสอบและปรับปรุงเพื่อความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม

๓. หาความเชื่อมั่นของเครื่องมือนำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้(Try-Out) กับผู้บริหารและครูที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน ๓๐ คน เพื่อหาความเชื่อมั่นของข้อมูล ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (Alpha coefficient) ของครอนบาค (Crondack)

๔. ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูล นำแบบสอบถามที่คณะกรรมการปรับปรุงแล้วเก็บข้อมูลจากประชากร และกลุ่มตัวอย่าง ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี  เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของประชากรเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ  ภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาตามหลักพรหมวิหาร ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี  ได้แก่ ด้านเมตตา  ด้านกรุณา ด้านมุทิตา และด้านอุเบกขา

๕. ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปรผลข้อมูล นำข้อมูลที่คัดเลือกได้ฉบับที่สมบูรณ์มาประเมินผล โดยใช้สถิติวิเคราะห์ค่าต่างๆ  เพื่อใช้ในการวิจัย                                      

          ๖. ขั้นอภิปรายผล และสรุปผล นำข้อมูลที่ได้มาอภิปรายผล และสรุปเป็นผลการศึกษาวิจัยโดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปผลเนื้อหานำเสนอเป็นรายงานวิจัยต่อไป

๔. ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร และครูผู้สอนที่อยู่ในโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี จำนวน ๑๔๒ คน

 

 

๕. สรุปผลการวิจัย

๑. ผู้บริหารและครูส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ ๕๙.๒ ส่วนมากมีอายุระหว่าง ๔๖ ปีขึ้นไป ร้อยละ ๔๐.๑๐ วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ ๗๑.๘ มีตำแหน่งหน้าที่ ร้อยละ ๙๕.๑  มีประสบการณ์ทำงานน้อยกว่า ๑๐ ปี ร้อยละ ๔๒.๓

๒. ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารการศึกษาตามหลักพรหมวิหาร ๔ โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี  โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้บริหารและครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำตามหลักพรหมวิหาร ๔ อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านมุทิตา คือ ผู้บริหารพลอยยินดีเมื่อเพื่อนร่วมงานได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นอย่างจริงใจ และแสดงความเป็นภาวะผู้นำเมื่อเพื่อนร่วมงานประสบความสำเร็จ ด้านอุเบกขา ผู้บริหารมีภาวะผู้นำด้านความอดทนต่อ การปฏิบัติงาน ที่ยากและท้าทาย พร้อมยอมรับการประเมินผล ด้านเมตตา ผู้บริหารได้มอบหมายงานอื่นๆ นอกเหนือจากงานประจำให้ตรงกับความรู้ความสามารถและผู้บริหารมีความโปร่งใส ด้านกรุณา ผู้บริหารจัดสวัสดิการภายในสถานศึกษาเพื่อบรรเทาความทุกข์ เมื่ออดทนผู้ใต้บังคับบัญชา และมีระบบงานที่ไม่เบียดเบียนผู้ร่วมงาน

๖. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป 

๑) ด้านเมตตานั้น ผู้บริหารควรให้ความยุติธรรมเท่าเทียมกันในการทำงาน ช่วยเหลือด้านกำลังทรัพย์ ใช้งานให้ถูกกับบุคคลที่มีความสามารถกับงาน

๒) ด้านกรุณา ผู้บริหารควร ให้การช่วยเหลือตอบแทนต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม  เสมอ เท่าเทียมกัน ผู้บริหารต้องรับทราบปัญหาของบุคลากรในโรงเรียนเพื่อให้ความช่วยเหลือ

๓) ด้านมุทิตา ผู้บริหารควรพลอยยินดีเมื่อบุคลากรมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่และมีความยุติธรรมในการบริหารงานโรงเรียน                                                                    ๔) ด้านอุเบกขา ผู้บริหารต้องมีใจเป็นกลางในการทำงานหน้าที่ มอบหมายงานให้กับบุคคลที่มีความสามารถและเหมาะสมกับงาน

เอกสารอ้างอิง

กนก  จันทรขจร. ธรรมเพื่อชีวิต. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิกนก จันทรขจร, ๒๕๓๓.

กวี  วงศพุฒ. ภาวะผู้นำ. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ส่งเสริมวิชาชิพ, ๒๕๔๒.

ชมพูนุช อัครเศรณี. ทำงานแบบไหนถึงจะเป็นมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร : ศิริวัฒนา, ๒๕๔๗.

บุญชม  ศรีสะอาด. การวิจัยทางการวัดผลและประเมินผล. กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาศาสน์, ๒๕๔๓.

ประเวศ  วสี. การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : กองทุนส่งเสริมงานทางวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๔๖.

พยอม  วงศสารศรี.  องคการและการจัดการ. พิมพครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : คณะวิทยาการจัดการวิทยาลัยครูสวนดุสิต, ๒๕๓๘.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด, ๒๕๔๘.

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>